บทความ


การพัฒนาการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (Conctructionism) สู่ห้องเรียน

โพสต์20 ก.พ. 2557 22:18โดยโรงเรียนสิทธิพยากรณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา   [ อัปเดต 20 ก.พ. 2557 22:19 ]







การพัฒนาผู้นำองค์กร

โพสต์26 ต.ค. 2555 07:25โดยโรงเรียนสิทธิพยากรณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา   [ อัปเดต 26 ต.ค. 2555 07:51 ]


การพัฒนาผู้นำองค์กร

 ดร.กัลยรัตน์  เมืองสง*

บทนำ

                ในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างเข้มข้น  ทุกข์องค์กรก็ต่างมุ่งพัฒนาตนเองอยู่เสมอเพื่อปรับตัวตอบรับการเปลี่ยนแปลง  เพื่อความอยู่รอดขององค์กร  และเพื่อการเติบโตในอนาคตและที่ทราบกันดีว่าผู้นำองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งกับการอยู่รอดหรือการประสบความสำเร็จขององค์กรการพัฒนาผู้นำองค์กรจึงเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่จำเป็นและคุ้มค่าอย่างยิ่ง  และหากองค์กรใดไม่มีการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมาแล้ว  องค์กรนั้นก็จะไม่สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและอาจต้องล้มเหลวในที่สุด  ดังนั้นการพัฒนาภาวะผู้นำองค์กรจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องกระทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับทุกองค์กร

จุดประสงค์ของการพัฒนาภาวะผู้นำองค์กร

1. เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงาน

                ทั้งนี้เนื่องจากผู้นำในองค์กรเป็นผู้นำที่ทำหน้าที่บริหารงานเพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายการที่มีผู้นำที่มีความสามารถก็จะทำให้องค์กรนั้นสามารถดำเนินงานบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  ในทางกลับกันหากว่าองค์กรได้ผู้นำที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว  ก็ไม่สามารถนำพาองค์กรนั้นไปสู่ความสำเร็จได้

2. เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กร

                เมื่อองค์กรมีการขยายตัวขึ้นมีขอบเขตงานมากขึ้นและมีงานหลากหลายชนิดขึ้น  องค์กรก็จำเป็นต้องหาผู้นำประจำในตำแหน่งงานมากขึ้นเช่นกัน  ดังนั้นหากองค์กรไม่มีการพัฒนาบุคลากรให้เตรียมพร้อมสู่ตำแหน่งเป็นผู้นำแล้ว  เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้บุคลากรทำหน้าที่นำหน่วยงานก็ไม่สามารถหาได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการสร้างผู้รองรับไว้ในอนาคต

3. เพื่อทดแทนตำแหน่งงาน

                เนื่องจากองค์กรซึ่งประกอบด้วยบุคลากรที่ทำงานนั้น  สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานได้  บางครั้งผู้นำผู้นำองค์กรอาจจะขาดหายไปจำเป็นต้องหาคนใหม่มาทดแทน  องค์กรจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาผู้นำอยู่เสมอ  เพื่อให้สามารถมีบุคลากรที่เหมาะสมสามารถทดแทนผู้นำรุ่นก่อนได้อย่างราบรื่น

การเตรียมการพัฒนาผู้นำองค์กร

                การพัฒนาผู้นำนั้น  จำเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าเช่นกัน  ทั้งนี้การพัฒนาผู้นำขึ้นมานั้นก็ต้องอาศัยปัจจัยบางประการอยู่เพื่อให้การพัฒนาสามารถบรรลุเป้าหมายได้  ปัจจัยที่สำคัญสำหรับการพัฒนาผู้นำนั้น  อาจสามารถแบ่งออกได้ดังนี้คือ

 




  

                1)  ปัจจัยด้านลงทุน  และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

                                การพัฒนาผู้นำนั้น  องค์กรจำเป็นต้องมีเงินทุนสำหรับฝึกอบรม  จ่างวิทยากรมาบรรยาย  มีการจำลองเหตุการณ์หรือส่งเข้าฝึกงานเพื่อให้ผู้ได้รับการพัฒนาได้สามารถเรียนรู้และใช้ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาได้  และยังจำเป็นต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น สถานฝึกอบรมเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงาน  รวมถึงเวลาสำหรับผู้เข้าฝึกอบรมอีกด้วย  ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการพัฒนาผู้นำนั้นก็มีต้นทุนเช่นเดียวกันกับโครงการอื่นๆ

                2)  นโยบายขององค์กร

                                การพัฒนาผู้นำนั้น  จำเป็นต้องมีนโยบายเปิดกว้างให้กับคนรุ่นใหม่  ความสามารถในการทำงานหรือแก้ปัญหาขององค์กรด้วย  การที่จะให้ผู้นำรุ่นใหม่เหล่านั้นได้มีโอกาสทำงานในฐานะผู้นำจริงนั้น  องค์กรก็ต้องมีนโยบายที่เปิดกว้างให้กับบุคลากรเหล่านั้นด้วยการกระจายอำนาจและหน้าที่ให้ผู้ที่คาดหวังว่าจะเป็นผู้นำในอนาคตได้เข้ามาทำงานจริงจัง  สามารถตัดสินใจได้จริง  และอำนาจในการสั่งการจริงไม่เช่นนั้นแล้ว  ผู้ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้นำ ก็ไม่สามารถได้ใช้ความรู้  ความสามารถกับสภาวะเหตุการณ์จริง  การพัฒนาผู้นำก็ไม่อาจประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง

                3)  ความพร้อมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

                                เนื่องจากผู้ที่อยู่ระหว่างการพัฒนามาเป็นผู้นำองค์กรนั้น  ก็อยู่ในขั้นเรียนรู้  บางครั้งอาจต้องมีการลองผิดลองถูกกับการตัดสินใจเช่นกัน  ดังนั้นผู้นำระดับสูงขององค์กรที่มอบหมายอำนาจที่แท้จริงให้กับผู้ที่กำลังพัฒนามาเป็นผู้นำนั้น  ก็จำเป็นต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจผิดพลาดบ้างในบางครั้ง  ผู้นำระดับสูงขององค์กรต้องเข้าใจว่าการพัฒนาผู้นำและทดลองให้ปฏิบัติจริงนั้น  มีความเสี่ยงอยู่บ้าง  แต่หากมีการเตรียมการที่ดีแล้วนั้น  ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นก็อาจจะแก้ไขได้หรือป้องกันได้เช่นกัน

ทักษะที่จำเป็นต้องใช้สำหรับผู้นำองค์กร

                Robert  L. katz  ได้กล่าวไว้ว่าผู้นำในองค์กรทุกระดับต้องมีทักษะที่จำเป็นอยู่  3  ทักษะคือ 

                1.  ทักษะทางด้านเทคนิค  (Technical  Skills)  ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับงานด้านปฏิบัติการ  เช่น  หัวหน้าพนักงานขาย  ก็จำเป็นต้องรู้เทคนิคการขาย  หัวหน้าคนงานก็ต้องรู้เทคนิคในการใช้เครื่องมือเป็นต้น

                2.  ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์  (Human  Skills)  เป็นทักษะที่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสาร  ทักษะการสร้างสัมพันธ์  เช่น  ผู้นำต้องสามารถเข้ากับคนได้ทุกระดับชั้น  สามารถพูดคุยเข้าใจได้ง่าย  สามารถชักจูงโน้มน้าวใจผู้อื่นได้  เป็นต้น 

                3.  ทักษะทางด้านความคิด  (Conceptual  Skills)  เป็นทักษะด้านเชาว์ไหวพริบ  การมีวิสัยทัศน์  และความสามารถในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระบบทั้งหมด  ผู้นำจำเป็นต้องมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะหน้าหรือระยะยาว  สามารถชี้นำองค์กรให้กาวไปยังทิศทางที่ถูกต้องในอนาคต  เป็นต้น

                Robert  L. katz  ได้กล่าวไว้ว่าผู้นำแต่ละระดับแม้ว่าจะใช้ทักษะที่สำคัญ  3  ทักษะนี้ก็ตาม  แต่ผู้นำแต่ละระดับก็ใช้ทักษะดังกล่าวในสัดส่วนที่ไม่เท่ากันดังรูปข้างล่าง  ต้องควบคุมงานให้เป็นไปตามเป้าหมายผู้นำระดับกลางต้องใช้ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์มากที่สุดเพราะผู้นำระดับนี้ต่างต้องอาศัยทักษะด้านการสื่อสารและผู้นำระดับสูงจะใช้ทักษะด้านความคิดมากที่สุด  เพราะหน้าที่สำคัญของผู้นำระดับนี้จะต้องเป็นผู้กำหนดนโยบาย  ต้องมีวิสัยทัศน์และสามารถแก้ไขปัญหาได้  กล่าวโดยสรุปคือ  ผู้นำระดับล่างขององค์กรจะใช้ทักษะด้านเทคนิคมากที่สุด  เพราะหน้าที่สำคัญระดับนี้ยังต้องเกี่ยวข้องอยู่กับระดับปฏิบัติการค่อนข้างมาก

 

ลักษะผู้นำที่พึงประสงค์

                จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย  Michigan  State  ได้พบว่าเราสามารถแบ่งผู้นำออกเป็น  5  แบบ  ตามพฤติกรรมของผู้นำที่แสดงออก 

ดังนี้

                1.  ผู้นำแบบ   Impoverished  จะเป็นผู้นำที่ไม่สนใจทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาและเรื่องงาน  เป็นลักษณะผู้นำที่ไม่พึงประสงค์ที่สุด

                2.  ผู้นำแบบ  Country  Club  เป็นผู้นำที่มุ่งเน้นเรื่องความทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา  แต่จะไม่มุ่งเน้นเรื่องงานดังนั้นผู้นำแบบนี้เป็นผู้นำที่ผู้ใต้บังคับบัญชาชอบแต่งานที่รับผิดชอบมักไม่บรรลุเป้าหมาย

                3.  ผู้นำแบบ  Authority-Com-plianec  เป็นผู้นำที่มุ่งแต่เรื่องงานโดยไม่คำนึงถึงเรื่องจิตใจของผู้ใต้บังคับบัญชา  แม้ว่างานที่รับผิดชอบอาจจะบรรลุผล  แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาอาจจะไม่พอใจ  ผู้ที่ทำงานด้วยจะอึดอัดใจ  อาจต้องมีวิสัยทัศน์และต้องสามารถแก้ไขปัญหาได้ดี  จะลงท้ายด้วยความขัดแย้งในที่สุด

                4.  ผู้นำแบบ  Middle  of  the  Road  เป็นผู้นำที่พอได้ทั้งเรื่องคนและเรื่องงาน  ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำงานด้วยพอใจในระดับหนึ่ง  งานที่รับผิดชอบก็สำเร็จอยู่บ้าง

                5.  ผู้นำแบบ  Team  เป็นผู้นำที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา  และยังสามารถทำงานได้สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมายอีกด้วยเป็นลักษณะผู้นำที่พึงประสงค์ที่สุดในบรรดาผู้นำแบบอื่น ๆ

 

การใช้กลุ่มเทคนิคกลุ่มคุณภาพ  (Quality  Control  Circle)  ในการพัฒนาผู้นำ

                กลุ่มคุณภาพเป็นกลุ่มของพนักงานระดับปฏิบัติการกลุ่มเล็ก ๆ  ประมาณ  5- 10  คน  ที่รวมตัวกันเองโดยสมัครใจมีจุดประสงค์ที่จะปรับปรุงคุณภาพของงานที่ทำ  เทคนิคของกลุ่มคุณภาพนั้นจะมุ่งประโยชน์ที่จะได้พัฒนาคุณภาพของงานเป็นผลที่ตามมาทีหลัง

                แนวคิดของกลุ่มคุณภาพจะมองว่ามนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในองค์กร  และมนุษย์มีความต้องการด้านจิตใจ  มีเกียรติของความเป็นมนุษย์  มีความเคารพนับถือต้นเองและผู้อื่นสามารถคิดเองได้สามารถแก้ปัญหาเองได้  ดังนั้นกลุ่มคุณภาพจึงเป็นกลุ่มที่กำหนดปัญหาของงานที่ทำอยู่เอง  หาแนวทางแก้ไขปัญหาเอง  สามารถใช้ทักษะที่ตนเองถนัดหรือความรู้ที่ตนเองมีอยู่มาแก้ไขปัญหาได้  ตราบเท่าที่ไม่ผิดจริยธรรมหรือขัดกับนโยบายขององค์กร  กลุ่มคุณภาพจึงมีความเป็นอิสระในการทำงานไม่ว่าจะเป็นการตั้งปัญหาแนวทางแก้ไข  ทำงานเป็นกลุ่ม  รับฟังความคิดเห็นผู้อื่นโดยให้ความเคารพซึ่งกันและกัน  เห็นคุณค่าของความสามารถของทุกคน  ร่วมกันสร้างคุณภาพงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

                กิจกรรมของกลุ่มคุณภาพจะเป็นตามวัฎจักรของ  Deming  ซึ่งจะประกอบไปด้วยขั้นตอนสำคัญอยู่  4  ขั้นตอน  คือ

                1)  การวางแผน (Plan)

                2)  การปฏิบัติ  (Do)

                3)  การตรวจสอบ  (Check)

                4)  การปรับปรุงแก้ไข  (Action)

                กลุ่มคุณภาพเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร  (Total  Quality  Management)  จึงเหมาะสำหรับการฝึกฝนพนักงานในระดับล่างขององค์กรที่จะสามารถคิดเองได้หมายความว่า  สามารถปฏิบัติงานได้และคิดเองได้ในเวลาเดียวกัน  ซึ่งต่างจากแนวคิดดั้งเดิมที่เชื่อว่าผู้บริหารทำหน้าที่คิด  ส่วนระดับปฏิบัติการทำหน้าที่ทำงานตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว  ดังนั้นเทคนิคนี้จึงเป็นการฝึกให้พนักงานสามารถตัดสินใจเอง  แก้ปัญหาเอง  ทำงานร่วมกันซึ่งจะเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาบุคลากรให้สามารถเป็นผู้นำในอนาคตได้  รวมทั้งยังสามารถปรับปรุงคุณภาพของงานที่อยู่ในองค์กรให้ดีขึ้น  ผู้ปฏิบัติงานก็มีความพึงพอใจในงานมากขึ้น  และในระยะยาวก็สามารถยกระดับของคุณภาพชีวิตของพนักงานให้สูงขึ้นด้วยเช่นกัน 

 

บทสรุป

                การพัฒนาผู้นำองค์กรเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันนี้  มีจุดประสงค์ที่สำคัญคือ  1) เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงาน  2) เพื่อรองรบการเติบโตขององค์กร  3) เพื่อทดแทนตำแหน่งงานโดยต้องมีการเตรียมการพัฒนาผู้นำองค์กรเกี่ยวกับปัจจัยด้านเงินทุน  และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ  นโยบายขององค์กร  ความพร้อมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น  อีกทั้งทักษะที่จำเป็นต้องใช้สำหรับผู้นำองค์กรมี  3  ทักษะ  ดังนี้  1) ทักษะทางด้านเทคนิค  (Technical  Skills)  2) ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์  (Human  Skills)  3) ทักษะทางด้านความคิด  (Conceptual  Skills)  จากการศึกษาของมหาวิทยาลัย  Michigan  State  พบว่าผู้นำแสดงออกทางพฤติกรรมได้  5  แบบคือ  1) ผู้นำแบบ  Impoverished  จะเป็นผู้นำที่ไม่สนใจทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาและเรื่องงาน  เป็นลักษณะผู้นำที่ไม่พึงประสงค์ที่สุด  2) ผู้นำแบบ  Country  Club  เป็นผู้นำที่มุ่งเน้นเรื่องความทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา  แต่จะไม่มุ่งเน้นเรื่องงาน  3) ผู้นำแบบ  Authority -Com-Pliance  เป็นผู้นำที่มุ่งแต่เรื่องงานโดยไม่คำนึงถึงเรื่องจิตใจของผู้ใต้บังคับบัญชา  4) ผู้นำแบบ  Middle  of  the  Road  เป็นผู้นำที่พอได้ทั้งเรื่องคนและเรื่องงาน  และ 5) ผู้นำแบบ  Team  เป็นผู้นำที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา  และยังสามารถทำงานได้สำเร็จตามที่ได้รับมอบมาย ผู้เขียนได้นำเสนอเทคนิคที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือการใช้เทคนิคกลุ่มสุภาพ  (Quality  Control  Circle)  ในการพัฒนาผู้นำประกอบไปด้วยขั้นตอนสำคัญอยู่  4  ขั้นตอนคือ 1) การวางแผน (Plan)  2) การปฏิบัติ (DO)  3) การตรวจสอบ  (Check)  และ 4) การปรับปรุงแก้ไข (Action)  กลุ่มคุณภาพเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งของการบริหารคุณภาพทั้งองค์กร  (Total  Quality  Management)  ที่สามารถฝึกให้พนักงานสามารถตัดสินใจ  แก้ปัญหา  ทำงานร่วมกัน  ซึ่งจะเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาบุคลกรที่จะเป็นผู้นำในอนาคตได้

 

* สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

   ผู้อำนวยการโรงเรียนสิทธิพยากรณ์  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1

 

บรรณานุกรม

 

มัลลิกา  ต้นสอน.(2544). การจัดการยุดใหม่  กรุงเทพฯ : บริษัทเอ็กซเปอร์เน็จ  จำกัด.

สุทธินันท์  พรหมสุวรรณ.(2541).  ภาวะผู้นำ  กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.

Luthans, F. (1995).  Organizational  Behavior  7th.  Singapore : McGraw-Hill.

Hersey, P. and Blanchard, K. H. (1988). Management of Organizational Behavior : Utilizing Human

                Resources 5 th. New  Jersey : Prentice-Hall, Inc.

 

 

เทคโนโลยีแบบ 24 x 7

โพสต์26 ต.ค. 2555 07:23โดยโรงเรียนสิทธิพยากรณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา   [ อัปเดต 26 ต.ค. 2555 07:50 ]

เทคโนโลยีแบบ 24 x 7

 

                                                                                                                                ดร.กัลยรัตน์  เมืองสง *

บทนำ

          การดำเนินการในยุคปัจจุบัน  ไอทีเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ  ไอทีเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  ไอทีลดระยะทางและปัญหาทางสภาพภูมิศาสตร์  ทำให้วงจรการทำงานต่าง ๆ  เป็นไปอย่างรวดเร็วและสะดวก  การทำงานหลายอย่างจึงมีสภาพการทำงานหลายอย่างจึงมีสภาพการทำงานแบบ  24 x 7 (24 ชั่วโมง 7 วัน ในสัปดาห์)

          เราจะเปิดการเรียนการสอนแบบ  24 x 7  บ้างไม่ได้หรือ หากพิจารณาโมเดลการทำงานเชิงธุรกิจหลายแห่งการให้บริการต้องเน้นในเรื่อง  24 x 7  เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการให้บริการ  การใช้สถานที่  ตลอดจนค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ  และหนทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มสภาพบริการให้เป็นแบบ  24 x 7  คือ  การทำงานแบบ  Virtual  และใช้หลักการของ e.

          ในโรงเรียนทั่วไปสามารถดำเนินการในรูปแบบ  e-School  ได้มากหมาย  มีระบบการศึกษาแบบใหม่ที่เรียนว่า  e-Learning  ที่เน้นการเรียนรู้ให้ได้มาก  รวดเร็ว  ต้นทุนประหยัด  และกระจายสู่ผู้เรียนโดยไร้ข้อจำกัด  มีการจัดการให้เกิด  e-Classroom  อย่างน้อยก็ให้บริการแบบ  e-Library  โดยมีสิ่งพิมพ์แบบ

ดิจิทัลให้บริการ  หรือที่เรียกว่าดิจดทัลไลบรารี  มี  e-Book, e-Journal  ตลอดจนบริการการเรียนการสอนแบบ  e-Service  การบริการ  e  เหล่านี้  ล้วนแล้วแต่เป็นบริการที่ทำให้การทำงานเป็นแบบ 24 x 7  ได้  ลองนึกดูว่าทุกวันนี้เราต้องใช้สถานที่ๆ  กว้างขวาง  มีห้องสมุดที่ใหญ่โต  มีตึกเรียนที่โอ่โถง  มีห้องประชุมที่หรูหรา  ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนถึงต้นทุนและค่าใช้จ่าย  เราต้องเสียค่าสาธารณูปโภคและการบำรุงรักษาเป็นจำนวนมาก  อีกทั้งบริการที่ขึ้นกับสถานที่  ทำให้มีผู้เข้าใช้บริการได้ไม่มาก  มีข้อจำกัดที่จะต้องมีเวลาเปิด-ปิด  ต้องใช้คนคูแลมากมาย  และยังให้บริการแบบ  24 x 7  ไม่ได้

          ทำอย่างไรระบบโมเดลการเรียนรู้จึงจะเกิดตลอด  24  ชั่วโมงได้  ระบบบริการทางธุรกิจหลายอย่างล้วนแล้วแต่ลดขนาดให้เล็กลง  มีประสิทธิภาพสูงขึ้น  และใช้ไอทีช่วยบริหารจัดการ  โมเดลการเรียนรู้ก็คงต้องหันไปกาวิธีการนี้เช่นกัน

          การเรียนรู้แนว  Virtual  Classroom  เป็นแนวทางของการเสริมประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย  ลองนึกดูว่า  ข้อจำกัดของมนุษย์ในเรื่องการทำงานมีเพียงไรหากให้ผู้สอนแต่ละคน  สอนวันละหลายชั่วโมง ประสิทธิภาพการสอนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

          โมเดลการเรียนรู้รูปแบบใหม่จึงต้องหาทางเพิ่มประสิทธิภาพ  ขณะเดียวกันต้องลดค่าใช้จ่ายลงให้ได้มาก  การใช้ไอทีและระบบ  e  จึงเป็นหัวใจของการพัฒนาในระบบการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ได้อย่างดียิ่ง

 

รูปแบบโมเดลทางด้านการศึกษา

 

          โมเดลซิงโครนัส

          เป็นการเรียนรู้ที่นัดเวลานัดสถานที่  นัดตัวบุคคลเพื่อให้เกิดการเรียนการสอน  มีการกำหนดตารางเวลาหรือตารางสอน  ระบบการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบซิงโครนัสยังเป็นสิ่งที่จำเป็น  ในเยาว์วัย  เด็กนักเรียนจะต้องเข้าโรงเรียนเพื่อเรียนแบบซิงโครนัส  เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยก็มีการเรียนการสอนเพิ่มเติม แบบอะซิงโครนัส

          เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องซิงโครนัสได้มากมาย  ตั้งแต่การนำเสนอบทเรียนของครู  มีการนำเสนอโดยใช้  เครื่องมือช่วย  เช่น  ระบบสไลด์  เพาเวอร์พอยต์  ระบบจำลองรูปภาพ  ระบบการนำเครื่องมือช่วยสอน  และจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ  มาใช้ในการทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ง่าย  และสร้างความกระตือรือร้นในการเรียนการสอน  (active)  ขณะเดียวกันก็ทำให้ลดระยะเวลา  ในการเรียนรู้ลงไปได้มาก

          เทคโนโลยีสารสนเทศยังเข้ามาช่วยในเรื่องการเรียนรู้แบบซิงโครนัสหลายอย่างเช่น  การสร้างไอทีแคมปัสเพื่อทำให้  ในที่ห่างไกลที่ขาดแคลนอาจารย์  สามารถใช้ระบบการเรียนการสอนแบบปฏิสัมพันธ์ผ่านทางวีดีโอคอนเฟอเรนซ์  เป็นระบบการเรียนการสอนทางไกลที่ระยะทางมีความสำคัญ  อาจารย์และนิสิตเสมือนอยู่ใกล้  มีปฏิสัมพันธ์กันได้  การเรียนการสอนในรูปแบบทางไกลนี้ยังสามารถสร้างเป็นห้องเรียนเสมือนจริง ๆ  (Virtual  Classroom)  โดยให้ผู้เรียนไม่ต้องเดินทางแต่เรียนผ่านเครือข่ายตามกำหนดเวลา  เพื่อเข้าห้องเรียนและเรียนได้แม้จะอยู่ที่ใดในโลก  ระบบการเรียนการสอนแบบห้องเรียนเสมือนจริง  ยังนำมาใช้กับการศึกษาตลอดชีวิตได้  เทคโนโลยีสารสนเทศยังช่วยการเรียนแบบซิงโครนัสอีกหลายอย่าง เช่น  ช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลการดำเนิน  กิจกรรมต่าง ๆ  เช่น การบันทึกรายการเรียน  บันทึกการสอนวัดผล  การติดตามผล  ช่วยรับส่งข่าวสารต่าง ๆ  ระหว่างกัน  อีกทั้งบทเรียนและการดำเนินกิจกรรมยังสามารถบันทึกเก็บไว้  เช่น  เมื่อมีการเรียนการสอนทางไกลด้วย  วีดีโอคอนเฟอเรนซ์  ก็สามารถบันทึกการสอนทั้งหมด  แล้วใส่ในวีดีโอเซิร์ฟเวอร์เพื่อเรียกดูในภายหลังได้  ก่อให้เกิดการเรียนแบบตามอัธยาศัยตามมา

 

          โมเดลอะซิงโครนัส

          เป็นการสร้างกิจกรรมแบบ  24 x 7  หมายถึงสร้างกิจกรรมการเรียนการสอน  24  ชั่วโมง  ตลอดทุกวันในสัปดาห์ระบบการเรียนการสอนในรูปแบบนี้ไม่จำเป็นต้องนัดแนะเวลาและสถานที่แต่ให้ตัวกลางคือเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวช่วยในการดำเนินกิจกรรม

          ระบบอะซิงโครนัส  ในปัจจุบันนิยมการเรียนการสอนผ่านเว็บโดยมีบทเรียนและเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนการสอนอยู่บนเว็บ  มีการสร้างโฮมเพจประจำวิชา  มีการให้ผู้เรียนมีโฮมเพจของตนเองเข้ามาเรียนแบบออนไลน์  เรียนรู้ตามความต้องการ  ตามอัธยาศัย

          เครื่องมือที่ช่วยได้แก่  ระบบอีเมลล์ที่ช่วยในการติดต่อสื่อสารระหว่างครูกับนักเรียน  และนักเรียนกับนักเรียนด้วยกันเองเว็บบอร์ดเป็นกระดาน  ที่ใช้ประโยชน์ในเรื่องการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อคิดเห็น  โฮมเพจเป็นบทเรียนให้ศึกษาด้วนตนเอง  chat  เป็นห้องสนทนาที่เสริมการเรียนรู้  การรับส่งการบ้านและรายงานเน้นให้ผู้เรียนทำบนโฮมเพจ

          เทคโนโลยีสารสนเทศเฉพาะเครือข่ายทำให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ  ทั่วโลกที่เสริมการเรียนรู้มีการใช้ห้องสมุดดิจิทัล  เพื่อเรียกค้นหาความรู้ที่ต้องการ  ใช้ระบบ  e-book  วารสารสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อประโยชน์การค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม  ใช้ระบบออนไลน์แบบ Vedio ส่งสัญญาณเสียงเป็นสถานีวิทยุบนเครือข่ายสร้างกลุ่มกิจกรรมเฉพาะเช่น  กลุ่มข่าว

 

          สรุปแล้วในอนาคต  ห้องเรียนเสมือนจริงจะมีบทบาทที่สำคัญเนื่องจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต  ขีดความสามารถของถนนข้อมูล  ข่าวสารที่มีแนวโน้มของการรับส่งข้อมูลมัลติมีเดียได้ดีขึ้นประจวบกับเทคโนโลยีการจัดการข้อมูล Vedio และภาพ  ทำได้จนสามารถสร้างห้องสตูดิโอที่เคยมีราคาแพงมาก  มาอยู่ในพีซีเพียงเครื่องเดียว  บทบาทของครูกับการสร้างความรู้ในรูปแบบสื่อต่าง ๆ  ที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอนจึงเป็นไปได้  และมีแนวโน้มที่จะจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพได้  อนาคตการจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายจะมีให้เห็นกันมากขึ้น  สถาบันในต่างประเทศจะมาเปิดบริการการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายในประเทศไทยมากขึ้น  กลไกการดำเนินการจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะสร้างวิธีการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ  โดยใช้ต้นทุนต่ำดังที่เราเริ่มเห็นการเรียนการสอนกวดวิชาสมัยใหม่ที่ใช้ Vedio  แต่สามารถสอนผู้เรียนได้ทั่วประเทศ  ทั้ง ๆ  ที่ยงไม่ได้ใช้เทคโนโลยี  VOD-Video  On  Demand  หรือการใช้เครือข่ายเลยแม้แต่น้อย  ความสำคัญของระบบการเรียนการสอนจึงขึ้นอยู่กับเนื้อหา  และความน่าสนใจในการดำเนินการมากกว่าตัวเทคโนโลยี

          อย่างไรก็ตาม  หากนำเอาเทคโนโลยีผสมกับการจัดการเนื้อหาที่ดี  ก็เชื่อแน่ว่า  การเรียนการสอนในแนวใหม่นี้จะให้ผลดีต่อผู้เรียนเป็นสำคัญ

 

 

บรรณานุกรม

 

Sam  Hsu  and  Abhi  Pandya.(1998).  “Yet  Another  Virtual  Classroom  over  the  Internet” 

                the  Conference  of FIE. Pp.  717-721



* ผู้อำนวยการโรงเรียนสิทธิพยากรณ์  สพป.อยุธยา เขต 1



1-3 of 3